วันศุกร์, มกราคม 04, 2551

ณ บัดนี้ สัญญาณ ได้เริ่มแล้ว ??


ณ บัดนี้ สัญญาณ ได้เริ่มแล้ว ??

     สัญญาณ ของสิ่งที่หลายคน เคยกลัวว่ามันจะเกิด สิ่งที่หลายคนไม่อยากให้มันเกิด ที่เคยกล่าวขานถึง ว่ามันจะต้องเกิด กับ ชาติ บ้านเมือง กับประชาชน ตาดำๆ กำลังจะเริ่ม แล้ว เพราะอะไร หรือ?
ภายใต้ กาลเวลา ที่ผ่าน มันถูกสั่งสม ด้วยความ หยิ่ง ทนง ก้าวร้าว ดุดัน มันถูกสั่งสม จากความ ก้าวร้าว อหังการ์ ใน อัตตา
มันเป็นเหตุปัจจัยความประจวบเหมาะ ที่ส่งผลมาพอดีกัน ขวาหนึ่งสะดุดตกขอบ ขวาสองสะดุดตกเวทีหัวทิ่มหัวตำ เคล็ดขัดยอกเพราะสะดุดขาลูกตัวเอง ต้องพักฟื้น อีกกลุ่มซ้าย เมามันเพราะ ถูกบล๊อคเข้ามุมอับ ฝนตกพายุพัด เปียกปอนวิ่งฝ่าฝนโหมกระหนำ ซัดเข้าดวงตาจนพร่ามัว ซึ่งจ่าฝูงต้องระเห็ดซัดเซซัง หลบหลีกพายุบนเทือกเขาโงลังกั๋ง

แต่ด้วยปัญญาอันล้ำเลิศ ในการอ่านและวางหมากเบื้องหน้า หากยามที่พายุอ่อนและต้องจางหาย ในยามนี้ จะยังไม่อาจสำแดงตนได้อย่างเปิดเผยดังก่อนได้อย่างเดิม ในบรรดาฝูงแกะบางส่วนก็เอาใจห่างไปเข้าศัตรู พันธมิตรรักก็ห่างหายทั้งสิ้น ย่อมไม่มีผู้ใด จะมีเรี่ยวแรง ไม่มีเสบียงคลัง จึงไม่อาจหาญที่จะกล้าต่อกร กับพายุร้ายที่ยังแฝงฝัง กระจัดกระจายตามที่ต่างๆอย่างเงียบๆได้แน่นอน
อย่ากระนั้นเลย มันจะต้อง อัญเชิญพญาราชสีห์ขาแพลง พญางูหลังเดาะ ซ้ายสวิงขวา ขวาสวิงขวา พระยาราชสีห์ขาแพลงพึ่ง และพญางูหลังเดาะ ให้เข้ามาเป็นจ่าฝูงคุมฝูงแกะ ที่ไร้จ่าฝูง และตนก็เพียงวางแผนกลยุทธอยู่บนเทือกเขาโงลังกั๋ง ส่วนแกะที่แตกฝูง และ พันธมิตรที่เอาใจออกห่าง พวกนี้ เล่นไม่ยาก ยามใดใครชำนะ ยามนั้นมันก็มาสวามิภักดิ์ ยามใดใครพ่ายแพ้ มันก็หนีจาก มันเป็นเช่นนี้เอง เราก็จะสามารถต่อกร เอาชัยชำนะคืนได้และต้านพายุร้ายได้อย่างแน่นอน ดั่งน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เสบียงคลังดั่งเดิมก็ยังคงพอมีอยู่ ยามเฮือกสุดท้าย แรงฮึด ของพญาราชสีห์ขาแพลง พญางูหลังเดาะ กับฝูงแกะพลัดจ่าฝูงเข้ามุมอับเมื่อรวมกันได้เมื่อใด เรี่ยวแรงจะดั่ง งูร้ายฟาดหางเฮือกสุดท้าย ย่อมมีพิษสงร้ายกาจนัก ยิ่งเพิ่มพลังที่อาจหาญเข้าต่อกับ พายุร้ายได้เป็นแน่
ปวงประชาและเหล่าสีที่ต่างขั้วคือกลุ่มพลังแฝงทั้งเบื้องบน และล่าง ที่ยังคาใจอยู่ คงยังต้องนิ่งปล่อยวางเฝ้าดู ด้วยกฏกติกา ประชาธิปไตย กฏกติกาสังคม ที่ยอมได้ แต่หยามไม่ได้ มิได้ลดละอยู่ ดั่งพญามังกรร้ายที่ถูกภูเขาน้ำแข็งปกคลุม ไร้พิษสง รอเวลาความเร่าร้อนลุแก่อำนาจที่จะมาทำละลายน้ำแข็ง เท่านั้น
ด้วยการขอร้อง ตักเตือน และสถานการณ์บีบบังคับ จำต้องใช้ความระมัดระวัง แต่มันก็เป็นเพียง เหตุผลความจำเป็นต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า มันจะระงับได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือ มันอาจจะเป็นความพยายาม อย่างยิ่งยวด ก็ตาม เราขอภาวนาอย่าให้มันเป็นอย่างที่มันเคยเป็น อย่าให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็นเลย

และหากสิ่งสั่งสมปะทุ ขึ้นเมื่อไร?มันจะเริ่มจากใคร? เริ่มที่ไหน? เริ่มอย่างไร? จาก ความมุทะลุ ดุดัน กร้าว แข็ง ไม่ยอมหักไม่ยอมงอ หากปล่อยให้เป็นดั่งน้ำเดือด ดั่งเคย หากปล่อยให้ หลง เหลิง ในอำนาจวาสนา บารมี อันห้อมล้อมด้วยลูกขุนพลอยพยัก คอยดัน คอยไส ด้วย มิจฉาฯ แล้ว ชาติบ้านเมือง ดังอยู่ในกำมือมัจจุราช

นี่ไม่ใช่คำสาปแช่ง ไม่ใช่คำภาวนา ไม่ใช่ สิ่งที่เรา ท่านต้องการ แต่ทุกอย่างมันเป็นเหตุ มันเป็นปัจจัย ซึ่งกันและกัน มันเป็นสูตรคณิตศาสตร์ทางพฤติกรรมของมนุษย์? มันเป็นแรงขับจากกระแส แห่ง "อวิชา ตัณหา อุปทาน" ที่สั่งสมกันมานาน จากตัวละครที่แต่ละตัวได้ถูก เรา “เลือกกันเข้ามา” ใครเลือกใคร เพราะอะไร ด้วยแรงจูงใจอย่างไร ด้วยเหตุผล จุดประสงค์ใด และหากเขาจะทำอะไร ทำอย่างไร แค่ไหน เพียงใด จงยอมรับเถิด ว่าในสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น ต่อไปนี้ เราไม่สามารถควบคุมมันได้ต่อไปแล้ว
อย่าหลงเพียงลมปากที่ทำให้ลิงหลับ เราจะเป็นอย่างลิง หรือเราจะเป็นอย่างมนุษย์ผู้มีปัญญา มีวิจารณญาณ ก็เลือกเอา
แค่เริ่มต้นยก ผมก็ ปลงเสียแล้วซี..ท่านที่เคารพ ถามว่า ใครบ้าง ที่ จะยอมรับว่าตนเป็น เหตุปัจจัยหนึ่งของความที่มันจะเป็นไป ในบ้านเมือง

ตอนนี้ คงพูดอะไรมากไม่ได้ นอกจากนั่งเฝ้าดู ด้วยใจระทึก ได้แต่ภาวนาอย่างเดียวว่า
จะทำอะไร
จะพูดอะไร
จะทำอย่างไร ขอลด ละ ความอหังการ์ ความถือดี ยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ให้นึกถึง ชาติ บ้านเมือง มากกว่า ตัวเอง มากกว่า ผลประโยชน์ และ อำนาจ พรรค พวกของตัวเอง และให้นึกเสมอว่า ทุกสรรพสิ่งในโลก ล้วนอยู่ภายใต้ กฏ แห่ง อนิจจัง แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า " มีเกิด มีการตั้งอยู่ และ ย่อมมีการดับไป" เป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง ไม่เว้น แม้ กระทั่ง"อำนาจ" ให้ นึกถึง รัฐบาล สิ่งที่ผ่านมา เป็นอุทธาหรณ์
หากเรา ติดตาม ศึกษา สถานการณ์ทางการเมือง พฤติกรรมบุคคล แล้วจะได้รับรู้ถึงสัญญาณที่เริ่มเกิดขึ้น...

เฮ ไหนเฮ ตาม โถ สื่อ ฯ นะ สื่อ(บางคน)




เฮ ไหนเฮ ตาม โถ สื่อ ฯ นะ สื่อ(บางคน)

..... สื่อมวลชน บางคน ชอบทำตัว
เสมือน เรือ เอียง ก็จะเฮ ไปฝั่งตรงข้าม
แต่พอเรือเอียงมาอีก ก็เฮ หนีอีก ไปอีกฝั่ง เรือก็ เอียงตาม
เฮกันไป เฮมา เรือก็เลย ล่ม จนจมน้ำตายกันหมด ทั้งลำ นั่นแหละ

ไม่ชอบเลย เรื่อง เฮไหน เฮตามกัน
พวกเราคงได้เห็นกันมาบ้าง และก็ เริ่มได้เห็นกันอีกในงวดนี้
ยามที่ กระแส ต่อต้าน ทักษิณฯ มาแรง ก็ เชลียร์ คมช.
แต่พอกระแส ทักษิณฯ กลับมาแรง ก็เริ่ม ที่ จะ ทำตัว ต่อต้าน คมช..

ผมหละ งง บ้านนี้ เมืองนี้
หาจุดยืน จุดพิง อะไร ที่เป็น แก่นสาร ความถูก ความผิด อะไรกันไม่ได้ เลย หรือ
ผมไม่ต้องการ ให้ เฮ ข้างไหน หรอก
ที่เขาทำดี อยู่ ก็ต้องชม ว่าเขา ดี ไม่ใช่ ด่า ตี เอาอย่างเดียว
อ้ายที่เขาทำอะไร ไว้ ที่ไม่ดี เราก็ต้องติ ไม่ใช่ ด่า
ถึงเขาจะ ล้ม เราก็ต้องไม่ข้าม
แหละหาก เขา ลุกขึ้นยืน เราก็ ไม่ต้อง ไป เชียร์ เขา จนออกนอกหน้า
ประเทศเรา มันจะล่มจม ก็เพราะ กระแสแบบนี้
มันทำให้ คนล้ม ถูกเหยียบซ้ำ
และ มันทำให้ คน มีอำนาจวาสนา มัน ผงาด จนเหลิง หลง มัวเมา อยู่ในอำนาจ
และ เขาก็เดินผิดทาง จนก้าวพลาด และ เราก็ไปเหยียบซ้ำอีกกระนั้น หรือ ?
เพื่อ ชาติบ้านเมือง เพื่อ ปวงประชาชา เพื่อ ความสงบ ร่มเย็น อย่างยั่งยืน
ขอ สหายจง ตรอง เอาเถิด

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 27, 2550

การเมืองภาคประชาชน ต้องเข้มแข็ง


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม มี่ผ่านมา เราคงจะได้เริ่มเห็นปรากฏการณ์บางสิ่งบางอย่างกันบ้างแล้ว ละครฉากต่อไปก็คงเป็นบทบาทของ ตัวละครแต่ละตัวที่ ประชาชนไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งต่างๆที่จะเป็นไปล้วนเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ของตนและพรรคล้วนๆ แม้ว่า ประชาชนจะเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และไปทำหน้าที่บริหารประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามวาระในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ตามประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครองที่ผ่านมา ประชาชนไม่สามารถ เข้าไปควบคุม หรือ กำหนดทิศทางของนัการเมือง พรรคการเมือง ให้ดำเนินการทางการเมืองการปกครอง ให้เป็นไปตามนโยบาย และสิ่งที่ได้เคยประกาศ โฆษณากับประชาชนในตอนที่กำลังหาเสียงได้เลยสักอย่าง
ล้วนสามารถแปรเปลี่ยน เพื่อเข้ารวมขั้ว รวมพรรค เพื่อให้ได้เข้าร่วมตั้งรัฐบาลได้ทั้งสิ้น ส่วนเหตุผลนั้นเล่นไม่ยาก สูตรสำเร็จรูปของตาย ที่ใช้ได้ผลทุกยุคทุกสมัย ก็คือ “เพื่อชาติ บ้านเมือง เพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อประชาชน” โดยเรื่อง นโยบาย หรือจุดยืน เป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึง
แบบนี้ นโยบาย หรือจุดยืนที่ประกาศต่อประชาชนตอนหาเสียง ไม่มีความหมาย อะไรเลยหรือ?
ถามว่า นักการเมือง พรรคการเมือง มีอะไรเป็นหลักประกันในเรื่อง จุดยืน อุดมการณ์ ในตอนหาเสียง ต่อประชาชนให้เชื่อถือได้อย่างนี้ เท่ากับเป็นการ หลอกลวงประชาชน หรือไม่? ขอให้เฝ้าติดตามดูกันต่อไป

โดยประวัติศาสตร์การเมือง การปกครอง ของเรามักเป็นอย่างนี้มาตลอด ถามว่าแล้วประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่หละไปอยู่ที่ไหน? ใครจะเป็นผู้ ควบคุม ดูแล แสดงว่าอำนาจที่กล่าวในรัฐธรรมนูญ เป็นเพียง ตัวหนังสือเท่านั้นเองหรือ อำนาจที่แท้จริงของประชาชน อยู่ที่ไหน ?

ดังนั้น ทำอย่างไร เราถึง จะทำให้ ประชาชน มีอำนาจ ที่แท้จริง ที่จะควบคุมตรวจสอบนักการเมือง เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนอุดมการณ์ จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ด้วยเหตุผลที่เป็นสูตรสำเร็จรูป ว่าทำ เพื่อเห็นแก่ ชาติบ้านเมือง เพื่อเห็นแก่ประชาชน

ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป การเมืองไทย นักการเมืองไทย บ้านเมืองไทย ควรจะ อยู่ในร่องในรอย พ้นจากวังวนของน้ำเน่า ไม่วุ่นวาย อย่างที่ผ่านมา ทั้งนี้ และทั้งนั้น ก็ต้องมาจาก การเมืองภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง.

วันจันทร์, ธันวาคม 24, 2550

การเลือกตั้ง หลังความวุ่นวาย การเมืองภาคประชาชน ต้องเข้มแข็ง


การเลือกตั้ง หลังความวุ่นวาย
การเมืองภาคประชาชน ต้องเข้มแข็ง



     ณ ขณะนี้ได้มีการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้งเสร็จ เราลองมาดูผลการเลือกตั้งงวดนี้ดูว่า ใครได้ ใครไม่ได้ เพราะอะไร ใครได้แล้วจะทำหน้าที่อย่างไร จะทำให้การเมือง เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย เข้าสู่ระบอบการเมืองที่ควรจะเป็น หรือจะสามารถชี้ชะตานักการเมืองที่มีอุดมการณ์ หรือนักการเมืองน้ำเน่าที่จะทำให้การเมืองของไทยวุ่นวายอย่างที่เคยเป็น อยากให้เฝ้าจับตาดู แล้วช่วยกันทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจของการเมืองอย่างแท้จริง การเมืองเมืองไทยจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ใครที่ทำหน้าที่ทางการเมืองได้ดี ใครทำหน้าที่ทางการเมืองไม่ดี ขอให้เฝ้าจับตาดูผลกระทบที่เคยเกิดขึ้น และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

*
     เราควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมืองภาคประชาชน ให้มีความเข้มแข็ง เราต้องติดตามบทบาทของนักการเมือง และจับตาการทำหน้าที่ทางการเมืองในสภาต่อไป ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมืองของประเทศ และเป็นผู้พิจารณาว่าจะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร เพื่อทำหน้าที่แทนในสภาและทำหน้าที่บริหารชาติบ้านเมืองแทนประชาชน
     ไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นรัฐบาลผสมหรือไม่อย่างไร พรรคไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ขอให้เปิดโอกาสให้รัฐบาลบริหารชาติบ้านเมือง ให้สามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ ดูจนครบวาระไม่ใช่อย่างที่ผ่านมา พอรัฐบาลจะกระดิกตัวหน่อย ก็ตีรวนกันในสภา ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรหน่อย ก็เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบนี้ จะให้ฝ่ายที่เป็นรัฐบาลทำงานได้อย่างไร รัฐบาลจะต้องเป็นพรรคของตัวเองเท่านั้นหรือ?
     ขอให้เราเฝ้าดูจุดยืนทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง ดูที่การกระทำของนักการเมือง อย่าฟังแต่ที่คำพูด สำนวนโวหารเพียงอย่างเดียว เพี่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราจักควรเลือกให้เขาเหล่านั้น อยู่ทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาต่อไป? หรือไม่ควรเลือกเป็นตัวแทนต่อชาติบ้านเมือง? จะได้ไม่สับสน ไม่วุ่นวาย รัฐบาลจะได้มีโอกาสบริหาร ได้พัฒนา ชาติบ้านเมืองไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ไม่ต้องอยู่ในวังวน อยู่ในวงจรอุบาทว์ อย่างที่เคยเป็นมาแล้วในอดีตอีกต่อไป ประชาชนอย่าได้เห็นแก่พรรคพวกตัวเอง อย่าได้เห็นแก่ญาติโยมตนเอง อย่าได้เห็นแก่อามิส สินจ้างที่ได้รับ
     หรือหากใครอยากได้เป็นรัฐบาล เพื่อจะได้บริหารชาติบ้านเมืองได้อย่างเข้มแข็ง ไม่ต้องกังวล กลัวปากฝ่ายค้าน ไม่ตองกังวลต่อการเปิดอภิปราย อย่างพร่ำเพรื่อ ก็เลยต้อง ใช้วิธีการซื้อตัวนักการเมืองเข้ามาสังกัด ในพรรคตนให้มากเข้าไว้ เพื่อที่จะสามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างเข้มแข็งกระนั้นหรือ?
     หากการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเป็นอยู่อย่างนี้ บ้านเมืองเราวุ่นวาย เราจะโทษใคร เราต้องโทษการเมืองภาคประชาชนที่ไม่เข้มแข็ง ขอฝากเป็นข้อคิดว่า
     - ให้จับตาดูว่าผู้แทนคนไหน ชอบตีฝีปาก ตีรวน ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ยังไม่ทันไร ก็โจมตี จนรัฐบาลไม่สามารถ บริหารงานได้ หรือเอาแต่เรื่องส่วนตัวมาโจมตีกันในสภา มากกว่าพูดเรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องของ ประชาชน เราควรที่จะต้องปล่อยให้รัฐบาลเขาได้มีโอกาสบริหารชาติ บ้านเมืองอย่างเต็มที่ และเฝ้าจับตาดูที่ผลงาน และนั่นแหละ เราถึงจะมาตัดสิน ชี้วัดฝีมือกันว่า รัฐบาลทำงานสำเร็จหรือไม่เพียงใด และนั่นแหละในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเราจึงจะตัดสินใจว่า เราควรให้พรรคไหน เป็นรัฐบาล เราไม่ควรที่จะเลือกนักการเมืองคนใดเข้ามาเป็นตัวแทนแทนเราให้รกสภา
      - ทำอย่างไรที่จะสร้างการเมืองภาคประชาชน ในฐานะเป็นเจ้าของประเทศชาติบ้านเมืองตัวจริง มีความเข้มแข็ง มีพลัง อำนาจ ในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเราอย่างที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริง
     แต่ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนการเมืองงวดนี้ นักการเมืองแต่ละท่าน ดูจะเรียบร้อย สงวนเนื้อสงวนตัว สงวนปากสงวนคำขึ้นเยอะ ดูจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี สำหรับการเมืองไทย ขอภาวนาให้ นักการเมืองของไทยเป็นอย่างนี้ตลอดไปเถิด โดยที่ประชาชนควรจะเฝ้าจับตาดูนักการเมืองที่ชอบตีฝีปาก พ่นน้ำลาย แบบน้ำไหลไฟดับ ขุดคุ้ยเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาโจมตีฝ่ายตรงข้ามกันในสภามากกว่าการพูดในเรื่องบ้านเมือง เรื่องปากท้องของประชาชน ขอให้เฝ้าจับตาดู !

วันพุธ, ธันวาคม 19, 2550

สื่อมวลชนบันเทิง กับ ความรับผิดชอบสังคม


สื่อมวลชนบันเทิง กับ ความรับผิดชอบสังคม


     มักได้ยินข่าวอยู่เสมอว่า ดารา หรือผู้คนบางคน ต้องเสียหาย จาก การตกเป็นข่าว ซุบซิบในวงการบันเทิง เช่น ตกเป็นข่าวเรื่องเตียงหัก มือที่สาม ค้ายา หรือ กุ๊กกิ๊ก หรือกรณี เบิร์ด ธงชัยฯ เป็น ตุ๊ด ดาราหญิงคนนี้ เป็น เลสเบียนบ้างหละ อะไรต่อมิอะไรที่ไม่เป็นความจริง กว่าที่เจ้าตัวจะแก้ข่าว สร้างความจริงให้ปรากฏ ก็อ่วมอรทัยไปแล้ว

     เหล่านี้ ได้สร้างความเดือดร้อน แก่ผู้ที่ตกเป็นข่าวขนาดไหน บางรายอาจต้องเลิกร้างกันไป บางรายเสียผู้เสียคนไปก็มีหลายราย
     เหตุผลของเหล่ากระจอกข่าวพวกนี้อาจจะบอกว่าก็เป็นอาชีพบ้างหละ มันเป็นหน้าที่บ้างหละ ส่วนพวกดารา พวกนักร้องนักแสดง ใครต่อใคร ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ จะต้องยอมให้สื่อสอดรู้สอดเห็น ขุดคุ้ย ซอกแซก พูดเสียดสี ถากถาง นินทากาเล ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ

ข่าวเหล่านี้ สังคมได้อะไร?
ใครได้ ใครเสีย?


แต่ทีแน่ๆ เจ้าตัว ญาติโยม เสียหายป่นปี้ ไปแล้ว
สำหรับคนที่ได้ แน่นอน คือ คนเขียน และ หนังสือพิมพ์ ขายดี
แล้ว ใคร? สถาบันไหน? ที่เป็นผู้บอก ว่าหากเป็นนักข่าว สื่อบันเทิงสามารถที่จะกระทำแบบนี้ได้
ถามว่า แล้ว จรรยาบรรณของนักข่าว ของสื่อ อยู่ที่ไหน?

อย่าสักแต่ว่า มีปากกา มีสื่อ อยากเขียนอะไรก็เขียน ไม่ต้องรับผิดชอบ อย่างนั้น หรือ ลองย้อนถามตัวเองบ้างว่า หาก เป็น คนเขียนเอง ใครอยากจะ โพนทะนา ว่า ค้ายา เป็นชู้กับ ใครต่อใคร ไป ทำเลวระยำ บ้าบอ อย่างนั้นอย่างนี้ โดย ไม่เป็นอย่างนั้นจริง บ้าง จะว่า อย่าง ไร คง นั่ง หัว ร่อ ชอบใจ อยากให้ ใครต่อใคร เอาเรื่อง ที่เสื่อมเสียส่วนตัวของตน ไป เขียน ให้มันๆสนุก ปาก ทั่วบ้านทั่วเมือง ละซี มีไหม กรองข่าว ตรวจสอบข่าวก่อน ลง น๊ะ

หากจะบอกว่าสื่อมวลชนยังมีอภิสิทธิ์ ในการใช้สิทธิเสรีภาพ ใช้ความเป็นฐานันดรสี ๔ ทำแบบนี้ได้ผมว่าถ้าแบบนี้ ปิดกั้นเสรีภาพสื่อจะดีไหม? ใครก็ได้ ช่วยตอบแทนที อย่าบอกว่า ขอโทษ ตน เข้าใจผิด ง่ายๆ พล่อยๆ สื่อที่มีจรรยาบรรณ สื่อที่ดีดี อย่า เข้าข้างพฤติกรรมเลวๆ แบบนี้ แล้วกัน.


*

นี่ ก็มาอีก ข่าว

"ไก่ วรายุฑ" บุกนิตยสารมายาแชนแนล หลังถูกเขียนพาดพิง "นก ฉัตรชัย" ขนย้ายข้าวของมาอยู่ที่บ้านตนเอง เจ้าตัวสุดยัวะบอกรับไม่ได้ ออกอาการปรี๊ดแตกบอกอยากจะฉี่รดหนังสือพิมพ์ทีเดียว"

เป็นอย่างนี้ เสมอ แต่ สื่อก็มักอ้างว่า เป็นหน้าที่และเป็นอภิสิทธิ์ของสื่อ
ผมถามจริงๆ เหอะ ว่ามีกฏหมายประเทศไหนในโลกบ้าง ที่อนุญาต ให้สื่อฯ สามารถ ใช้ เครื่องมือที่สังคมมอบให้ สร้างความระยำ ด้วยการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จาบจ้วงล่วงเกิน พูดเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงต่อใครๆอย่างเสรีได้
หรือในวงการจะมีเหตุผล แห่งการกระทำ ว่า มันเป็นวิถีเพื่อความอยู่รอดของนักข่าว ใครๆเขาก็ทำกัน ถ้าแบบนี้ ที่โจรมันปล้น ข้าราชการ นักการเมืองก็จะบอกว่า ขอใช้อภิสิทธิ์ในการโกงกิน ปาหินใส่รถใครต่อใคร ค้ายา ปล้นทรัพย์ ฆ่า ข่มขืน และอะไรต่อมิอะไร โดยบอกว่า ตนมีสิทธิ เสรีภายแบบสื่อ เพื่อความอยู่รอดของตนบ้าง สื่อจะว่าอย่างไร?
ใครเรียน สื่อสารมวลชนช่วยตอบที อาจารย์ และตำรา เขาสอนให้ หนังสือพิมพ์ทำอย่างนี้ได้หรือ? ถ้าสอนแบบนี้ ผมว่าเลิกสอน เลิกเรียนกันเหอะ ผมขอร้อง.

วันศุกร์, ตุลาคม 26, 2550

ละครน้ำเน่า ก็ยังคง อยู่ ตามเคย


.....
ละครน้ำเน่า ยังอยู่ ก็เพราะมีคนดู

.....นักการเมือง น้ำเน่า ก็ยังอยู่ เพราะยังมีคนเลือก กระนั้น หรือ ?
เวทีการเมืองไทย ก็ยังคงเหมือนเดิม
ความผันผวน ทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทยที่ผ่านมา เกิดเพราะอะไร ?
ประชาชน ขาดจิตสำนึกทางการเมือง เห็นแก่ เงินที่นักการเมือง หยิบยื่น เศษเงิน เอามาให้ หรือ ?
นักการเมือง มีอุดมการณ์ แต่ไม่มีคุณภาพ หรือ ?
นักการเมือง ไม่มีอุดมการณ์ หรือ ?
นักการเมือง มีความรู้ มีความสามารถ แต่ขาดจริยธรรม หรือ ?

.......ไม่ต้อง พูดเรื่องอุดมการณ์เลย ใครๆก็พูดกันได้ อุดมการณ์ของนักการเมืองสร้างขึ้นมาได้เป็นรายวัน และมันก็สามารถ เปลี่ยนได้เป็นทุกนาที

.......วันๆก็คิดแต่เรื่อง ว่าจะผสมพันธุ์กับพรรคไหน ใครอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะคอยนั่งดีดลูกคิดรางแก้ว ว่าจะสามารถรวบรวม สรรหาอดีตสส.ให้อยู่ในมือได้สักกี่คน แล้วก็พยายามประมูลซื้อตัว ขายตัวกันวุ่นวาย นี่หรือนักการเมืองไทย? คิดได้เพียงแค่นี้ เองหรือ ?

....... ผมเสียดายระยะเวลาแห่งการต่อสู้เพื่อเรียกร้อง โหยหา เสรีภาพทางการเมือง การปกครอง เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ปลดแอกจากเผด็จการทหารที่ยึดกุมอำนาจรัฐ กดขี่ข่มเหง ปิดหู ปิดตาประชาชน เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง ตัวแทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ แทนประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน แต่จนแล้วจนรอด เมืองไทยเราก็ยังไม่พ้นวงจรอุบาทว์จนได้

....... ในคราว ดร.ทักษิณฯ เป็นนายกรัฐมนตรี หะแรกก็ทำท่าว่าจะดี ที่เราได้คนเก่ง คนฉลาด คนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาเป็นผู้นำประเทศ นำพาเศรษฐกิจของชาติให้ก้าวล้ำหน้า แต่ในที่สุด ด้วยรัฐธรรมนูญ เอื้ออำนวยให้ผู้ที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล มีเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากบทเรียนของรัฐบาลยุคที่ผ่านมา สองสามสมัย พรรคที่เข้ามาจัดตั้งเป็นรัฐบาล กลายเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพทางการเมือง เพราะเป็นรัฐบาลผสม ต้องผสมผสานกับพรรคการเมืองอื่น และรัฐธรรมนูญ ปี 40 จึงได้สร้างภูมิคุ้มกันนายกรัฐมนตรี มิให้ถูกอภิปายได้ง่ายเกินไป ไม่ต้องมาอยู่ในวังวนของการถูกพรรคฝ่ายค้าน ปักหลักอภิปราย ลูกเดียว เพื่อให้รัฐจักมีเสถียรภาพ ในทางการเมืองการปกครอง การบริหารประเทศชาติ จักได้เข้มแข็งเด็ดขาด สามารถนำพาประเทศชาติเจริญรุดหน้ากับเขาสักที ไม่ต้องบริหารประเทศชาติทำอะไรกันสักที เพียงแค่ต้องถูกพรรคฝ่ายค้าน เสนอญัตติขอเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเดียว ก็ไม่ต้องทำอะไร พอดีก็หมดสมัยแล้ว ( แต่ที่แน่ๆ ถ้าเราไม่ขึ้ลืมจนเกินไป นักการเมืองพวกที่เป็นดาวสภาจุดประเด็น อภิปรายสั่นคลอนฝ่ายรัฐบาลในสมัยนั้นๆ จนรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศชาติได้อย่างมีเสถียรภาพ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นดาวสภาเจ้าเก่า ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่ เรียกว่าแทรกเป็นยาดำ สร้างความน้ำเน่า น้ำครำในวงการเมืองมาตลอดทุกยุคทุกสมัย )


ทีนี้ พอ รัฐธรรมนูญ พยายามแก้จุดอ่อนของผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล ไม่ให้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจง่ายๆ ก็กลายเป็นจุดอ่อนให้เกิดการดูด ซื้อ สส.ให้เข้ามาสังกัดมากขึ้น จึงทำให้เกิดเผด็จการในสภา พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี และการอภิปรายรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลก็ทำไม่ได้ง่ายนัก พรรคพวกก็ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี ทำให้ไม่สามารถอภิปรายได้เลย แบบนี้จะให้เรียกว่าอะไร?


การบริหารประเทศชาติ เป็นเรื่อง ของการใช้อำนาจรัฐ เป็นเรื่องของการกระทำแทนประชาชนทั้งประเทศ เป็นเรื่องของ ผลประโยชน์มหาศาลหากว่าพรรคฝ่ายค้าน หรือประชาชน ไม่มีสิทธิ์สอบถาม ไม่สามารถตั้งประเด็น ซักไซร้ ไล่เรียงแบบนี้ ถามว่า บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เรายังไม่ต้องพูด ว่า อะไรผิด อะไรถูก บริหารงานแบบไม่ฟังเสียงใคร สร้างศัตรูทางการเมือง สร้างความกดดันในภาคใต้ สร้างความกังขาในเรื่องของ ผลประโยชน์ และการใช้อำนาจ ชนิดที่ไม่สามารถซักฟอกกันได้เลย มิหนำซ้ำยังสร้างความกังขาในกระบวนการ ฯ.............ที่ แม้ไม่สามารถ ฟันธงชี้ชัดได้ว่า ผิด หรือ ทุจริต หรือ ไม่โปร่งใส .. ซะแล้ว ยิ่งจะทำให้กระแสสังคม เกิด แรงสะท้อนกลับ อย่างรุนแรง จนการยึดอำนาจกลายเป็นทางออกสุดท้ายที่สังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับจนได้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่า ดร.ทักษิณฯ จะทำความผิดจริง หรือไม่อย่างใด?

.....นี่แหละ คือ อุทธาหรณ์ แห่ง กระแสความไม่พอใจ ที่ทั้งประชาชน นักธุรกิจ นักการเมืองฝ่ายค้าน และทหาร ที่ได้เกิดขึ้นมากขึ้นทุกที จึงทำให้เกิดการล้มล้างอำนาจการปกครองแบบประชาธิปไตยเดิม แล้วแก้ไข กติกากันใหม่ เพื่อให้เกิดจากกระบวนการทางการเมืองที่เปิดโอกาส ให้มีการ “Check and Balance” ได้

......ตรงนี้ คืออุทธาหรณ์ เป็นพื้นฐานที่พวกเราประชาชน ซึ่งเป็นอำนาจที่สี่ทางการเมือง จำเป็นที่จะต้องช่วยกัน อย่าเห็นแก่พวกพ้อง อย่าเห็นแก่ อามิสสินจ้างเฉพาะตน เก่งอย่างเดียวไม่พอเสียแล้ว ควรคำนึงว่าจะเอา นักการเมืองคนไหน ที่มีอุดมการณ์ มีจริยธรรมทางการเมือง อยู่ในร่องในรอย ไม่กอบโกยโกงกิน ไม่สร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเอง ญาติโยม และ พวกพ้อง ไม่เป็นนักการเมืองโสเภณี ที่เปลี่ยนพรรคเพราะเงิน เพราะอยากเป็นพรรครัฐบาลอย่างเดียว ไม่เป็นพรรคการเมืองสำส่อนผสมพันธุ์กันไม่เลือกหน้า จะเอาพรรคไหนที่จะมาช่วยทำให้เป็นผู้กำหนดชะตาทางการเมืองของประเทศชาติอย่างจริงจัง

.....คำถาม ? ละครการเมืองที่กำลัง เริ่มขึ้น ณ ขณะนี้..มันกำลังจะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อไปในอนาคต การเมือง บ้านเมืองเรา จะเป็นเช่นไรต่อไป ? และเรามีหนทางใดที่จะป้องกัน หรือแก้ไข มิให้วงจรอุบาทว์แห่งการยึดอำนาจมันเกิดขึ้นมาซ้ำซากขึ้นอีกได้อย่างไร?

...... ขอประชาชนทุกสาขาอาชีพ สื่อสารมวลชนทุกแขนง นักวิชาการทุกคน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติ และปัญญา จงมองย้อนวิถีทางการเมืองของเราในอดีต อย่าเพียงมองปัญหาจากด้านเดียว มุมเดียว สักแต่ว่า จะวิจารณ์การยึดอำนาจของทหารด้วยกำลังอาวุธ แต่มิได้ต่อการการยึดอำนาจในสภาด้วยเงิน ( อย่างเช่น กระแสการหักด้ามไม้เรียว โดยกล่าวหาว่า ครูโหดร้าย แต่ไม่ได้ดูว่าเด็กเกเร หรือไม่ จนเดี๋ยวนี้เด็กไม่กลัวครู )อย่าสักแต่ด่าการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ เพียงอย่างเดียว จงมาช่วยกัน ต่อต้านการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธ และ การยึดอำนาจด้วยเงิน อย่าสักแต่ว่าจะเขียนอะไรตามกระแส ซึ่งเป็นคนละเรื่องเดียวกันมาเปรียบเทียบ ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดกันมากยิ่งขึ้นไปอีกเลย

.....อย่าสักแต่บอกว่า จงปล่อยให้ วิถีทางการเมือง ทางสภา ในวิถีทางทางการเมือง เป็นการแก้ปัญหาและเป็นตัวตัดสิน ในขณะที่เกิดเผด็จการในสภา ในขณะที่มีข่าว ทุจริต คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ในขณะที่ กลไกของรัฐทุกอย่าง สื่อฯ เริ่มถูกซื้อด้วยเงินและอำนาจ จนประชาชน ไม่มีเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบได้เลย จนทำให้ การยึดอำนาจของทหารที่ชูป้าย ว่าเป็นการยึดอำนาจ เพื่อผดุงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข...เป็นทางออกอีกเลย

วันพฤหัสบดี, กันยายน 27, 2550

"อภิรักษ์" รับฟังนักวิชาการแห่ทัก 50 ปี น้ำท่วมกรุง


ข่าวจาก Nationchannel.com /วันพุธ 26 กันยายน พ.ศ. 2550


...... "อภิรักษ์" รับฟังนักวิชาการแห่ทัก 50 ปี น้ำท่วมกรุง เตรียมประสานขอข้อมูลมาวิเคราะห์ วอนอย่าให้ตื่นตระหนกเกินไป สถานการณ์รายวันยังไม่น่าเป็นห่าวง
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงกรณีที่นักวิชาการออกมาให้ความเห็นว่าอีก 50 ปี กรุงเทพฯจะจมน้ำ จึงอาจจะต้องมีการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมแต่เนิ่น ๆ ทั้งการสร้างเขื่อนกั้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา – อ่าวไทย ด้วยงบประมาณกว่าแสนล้านบาท รวมทั้งมีแผนการป้องกันน้ำท่วมชั่วคราว และแผนถาวรด้วย ว่า ตนจะทำการรวบรวมความคิดของนักวิชาการต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น
ซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ซึ่งประกอบ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กรมชลประทาน และจังหวัดใกล้เคียงอยู่แล้ว ซึ่งมีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหากันอยู่ตลอดเวลา โดยในระยะสั้นการแก้ไขปัญหาก็มีการดำเนินการรับมืออยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ
....... อย่างไรก็ตามจะมอบให้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ประสานขอข้อมูลโดยตรงกับนักวิชาการแต่ละท่าน เพื่อขอข้อมูลที่ศึกษาไว้หรือข้อมูลใหม่ เพื่อรวบรวมข้อมูลมาศึกษา มาช่วยในการวางกรอบป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งมุมมองที่แต่ละท่านเสนอเข้ามา จะเป็นทิศทางเดียวกับกทม.หรือไม่นั้น คงจะต้องลองดูข้อมูลที่จะได้ก่อน ทั้งนี้กทม.อาจจะต้องหารือกับคณะรัฐบาล เพื่อหารือถึงข้อมูลและแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่อยากให้มองเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นมากให้เกินไป และไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก ซึ่งถ้ากทม.ได้รับทราบล่วงหน้าถึงสถานการณ์ ก็จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจเป็นระยะๆ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบันในขณะนี้ ก็มีการประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันอยู่แล้ว และพบว่าขณะนี้สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง ทั้งน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน ส่วนปริมาณน้ำฝน คงต้องรอดูความเปลี่ยนแปลงแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม กทม.มีการตรียมการรับมืออย่างเต็มที่ ทั้งพร่องน้ำลงแก้มลิงทั้ง 20 แห่งและในคลอง เปิดอุโมงค์ระบายน้ำ เตรียมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมตลอด 24 ชม.เป็นต้น.